ข้ามไปยังเนื้อหาหลักข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
อาชีพ

วิธีรับมือ Gen Z ในที่ทำงาน

JK
JobKub Editorial Team
15 กันยายน 2569
4 นาที|2 เข้าชม
วิธีรับมือ Gen Z ในที่ทำงาน

ปัจจุบันกลุ่มคนทำงานมีหลายช่วงวัย โดยเฉพาะกระแส Gen Z เริ่มมีบทบาทในตลาดแรงงานและเข้ามาทำงานร่วมกับคนรุ่นก่อนหน้ามากขึ้น จึงเกิดความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ แนวคิด รูปแบบการสื่อสาร และความคาดหวัง ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่องค์กรต้องให้ความสำคัญ

Gen Z เติบโตมากับเทคโนโลยี มีความคุ้นเคยกับเครื่องมือดิจิทัล ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ รวมถึงมองหาโอกาสพัฒนาตัวเองในสายอาชีพ ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและความสมดุลระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว

จากผลสำรวจของ Deloitte ปี 2025 ที่เก็บข้อมูลจาก Gen Z และ Millennials กว่า 23,000 คนใน 44 ประเทศ พบว่า การเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ประสบการณ์จากการทำงานจริง และการมีผู้ให้คำแนะนำ เป็นสิ่งที่คนรุ่นนี้ให้ความสำคัญ ดังนั้น การทำงานร่วมกับ Gen Z ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจความต้องการของแต่ละคน มากกว่าการยึดติดกับภาพจำของคนแต่ละ Generation เพราะพนักงานมีบุคลิก ประสบการณ์ ความถนัด และเป้าหมายในการทำงานต่างกัน


พนักงาน Gen Z อาจมีวิธีทำงานเฉพาะตัว บางคนชอบความยืดหยุ่น บางคนต้องการโครงสร้างที่ชัดเจน บางคนต้องการความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว หรือบางคนอาจให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่า ด้วยเหตุนี้ หัวหน้าควรทำความรู้จักสมาชิกในทีมเป็นรายบุคคลควบคู่กับการเข้าใจลักษณะการทำงานแต่ละช่วงวัย


1. สื่อสารงานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

การมอบหมายงานที่ชัดเจน เพื่อลดความเข้าใจผิดและทำให้พนักงานวางแผนได้ง่ายขึ้น โดยระบุรายละเอียดสำคัญ เช่น เป้าหมายของงาน ขอบเขตความรับผิดชอบ กำหนดส่ง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง

ตัวอย่างเช่น “ช่วยทำรายงานให้หน่อย” โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องใช้ข้อมูลช่วงใด รายงานมีไว้สำหรับใคร และต้องการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเรื่องใด วิธีนี้จะทำให้พนักงานเห็นภาพรวมของงาน และเข้าใจความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย


2. ให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ

การได้รับคำแนะนำระหว่างทางช่วยให้พนักงานรู้จุดแข็งและเห็นสิ่งที่ควรพัฒนาได้เร็วขึ้น หัวหน้าจึงสามารถพูดคุยหลังจบงานแต่ละชิ้น หรือกำหนดช่วงเวลาสำหรับติดตามความคืบหน้าเป็นระยะ

Feedback ที่มีประโยชน์ควรระบุให้ชัด เช่น จุดใดทำได้ดี ส่วนใดควรปรับ และแนวทางพัฒนาครั้งต่อไป เพื่อให้ผู้รับคำแนะนำสามารถปรับปรุงในครั้งต่อไป การสื่อสารลักษณะนี้ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง และทำให้การประเมินผลงานกลายเป็นกระบวนการพัฒนามากกว่าการตัดสินผลลัพธ์เพียงครั้งเดียว


3. เปลี่ยนจากการสั่งงานเป็นการโค้ช

หัวหน้าที่ดี ควรช่วยให้สมาชิกในทีมเติบโตผ่านประสบการณ์จากการทำงาน หากเกิดปัญหา ลองตั้งคำถาม เช่น

  • มองปัญหานี้อย่างไร? 

  • มีทางเลือกอะไรบ้าง? 

  • เลือกวิธีนี้แล้ว คาดว่าจะเกิดผลอย่างไร? 

  • ต้องการความช่วยเหลือด้านใด? 

แนวทางดังกล่าวช่วยฝึกการคิด วิเคราะห์ และตัดสินใจด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันหัวหน้าก็ยังสามารถเข้ามาให้คำแนะนำเมื่อสถานการณ์ต้องการ


4. เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้จากงานจริง

การอบรมในห้องเรียนช่วยเพิ่มความรู้พื้นฐาน แต่ประสบการณ์จากสถานการณ์จริงก็มีความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะ องค์กรสามารถเริ่มจากการมอบหมายโครงการขนาดเล็ก ให้เข้าร่วมประชุมกับทีมอื่น หรือจับคู่กับพนักงานที่มีประสบการณ์มากกว่า เพื่อให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจริง

รูปแบบนี้ช่วยให้ Gen Z ได้ทดลองใช้ความรู้ ฝึกแก้ปัญหา และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดภายใต้คำแนะนำของทีม ขณะเดียวกัน องค์กรยังสามารถมองเห็นศักยภาพและความถนัดของพนักงานแต่ละคนได้ชัดเจนขึ้น


5. อธิบายเป้าหมายของงานให้เห็นภาพ

พนักงานจะทำงานได้ดีขึ้นเมื่อเข้าใจว่า งานที่ได้รับมอบหมายมีความสำคัญต่อทีมและองค์กรอย่างไร 

ตัวอย่างเช่น รายงานข้อมูลอาจมีเป้าหมายเพื่อช่วยผู้บริหารวางแผนงบประมาณ หรือการตอบคำถามลูกค้าอาจมีผลต่อความพึงพอใจและการกลับมาใช้บริการ เมื่อเห็นความเชื่อมโยงระหว่างหน้าที่ของตัวเองกับเป้าหมายโดยรวม พนักงานจะเข้าใจคุณค่าของงานมากขึ้น


6. ให้ความยืดหยุ่นภายใต้ความรับผิดชอบ

รูปแบบการทำงานในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการทำงานที่สำนักงาน Hybrid และ Remote ในบางองค์กร ถ้าลักษณะงานเอื้อ องค์กรสามารถพิจารณาความยืดหยุ่นด้านสถานที่หรือเวลา โดยกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานผลงานให้ชัดเจน

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างอิสระการทำงานกับความรับผิดชอบ พนักงานมีพื้นที่บริหารงานของตัวเอง รวมไปถึงทีมยังคงเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันได้


7. เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น

Gen Z สามารถนำมุมมองใหม่ ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาการทำงาน โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยี เครื่องมือออนไลน์ และพฤติกรรมของผู้บริโภค

หัวหน้าควรเปิดพื้นที่ให้เสนอความคิดเห็นระหว่างประชุม หรือจัดเวลาพูดคุยแบบตัวต่อตัว เพื่อให้พนักงานสะท้อนปัญหาและเสนอแนวทางใหม่ ตลอดจนแสดงความคิดเห็น พร้อมเหตุผล และข้อมูลสนับสนุน เพื่อให้ทุกคนนำข้อเสนอไปพิจารณาอย่างเป็นระบบ


8. ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำงาน

ความคุ้นเคยกับแพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือดิจิทัลหลายประเภท เช่น ระบบจัดการโครงการ โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล หรือ Generative สิ่งเหล่านี้ช่วยลดขั้นตอนที่ใช้เวลานาน และเปิดโอกาสให้พนักงานนำเวลาไปใช้กับงานที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

Deloitte ปี 2025 ระบุว่า Gen Z ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้าน Generative AI และมองว่าความสามารถด้านนี้มีส่วนต่อความก้าวหน้าในอาชีพ องค์กรจึงสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นพื้นที่ให้คนต่างวัยเรียนรู้ร่วมกัน แทนการแบ่งว่าเครื่องมือดิจิทัลเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่เพียงกลุ่มเดียว


Gen Z กับการทำงาน

เมื่อโครงสร้างแรงงานเปลี่ยนไป การทำงานร่วมกันระหว่างคนหลายรุ่นกลายเป็นเรื่องปกติ องค์กรจึงควรเตรียมระบบบริหารที่รองรับความหลากหลาย ทั้งด้านอายุ ประสบการณ์ รูปแบบการทำงาน และความคาดหวัง

องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมได้ด้วยการมอบหมายงานอย่างชัดเจน ให้ Feedback ต่อเนื่อง เปิดโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริง สนับสนุนเส้นทางอาชีพ และสร้างพื้นที่ให้สมาชิกทุกวัยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขณะเดียวกัน หัวหน้าควรให้ความสำคัญกับการสร้างทีมมากกว่าการแบ่งคนตาม Generation เพราะเป้าหมายสำคัญขององค์กรคือ การทำให้คนที่มีความแตกต่างสามารถนำความรู้ของตัวเองมาทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 


แชร์บทความ

ความคิดเห็น

0

ความคิดเห็นจะแสดงหลังได้รับการอนุมัติ

กำลังโหลดความคิดเห็น...