ข้ามไปยังเนื้อหาหลักข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
career-tips

8 ปัญหาที่ทำให้พนักงานลาออกเร็ว

JK
JobKub Editorial Team
2 มิถุนายน 2569
4 นาที|8 เข้าชม
8 ปัญหาที่ทำให้พนักงานลาออกเร็ว

“การลาออกเร็วของพนักงาน” หรือ Early Turnover เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่หลายองค์กรกำลังเผชิญ ไม่เพียงส่งผลต่อต้นทุนการสรรหาและฝึกอบรม แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างภายในองค์กร ทั้งด้านการบริหาร วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมการทำงาน การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้องค์กรปรับปรุงและรักษาพนักงานที่มีคุณภาพไว้ได้


1. งานไม่ตรงกับความคาดหวัง

สาเหตุหลักที่ทำให้พนักงานลาออกเร็ว นั่นก็คือ งานไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คาดหวัง ซึ่งมักเกิดตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหา เช่น รายละเอียดงานไม่ชัดเจน การสื่อสารคลาดเคลื่อน หรือการนำเสนอภาพลักษณ์งานที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง

เมื่อพนักงานเริ่มทำงานแล้วพบว่างานที่ได้รับมอบหมายแตกต่างจากที่เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะงาน ภาระงาน หรือบทบาทหน้าที่ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกและแรงจูงใจในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


  • ประกาศรับสมัครงาน (Job Description) ไม่ชัดเจนหรือไม่ครบถ้วน

  • HR หรือผู้สัมภาษณ์อธิบายงานไม่ตรงกับหน้างานจริง

  • ขอบเขตหน้าที่ (Job Scope) เปลี่ยนแปลงบ่อยโดยไม่มีการสื่อสาร

  • ไม่มีระบบ Onboarding ที่ชัดเจน ทำให้พนักงานสับสนในบทบาท


2. เงินเดือนไม่เหมาะสม

“ค่าตอบแทน” เป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่ต่อหรือออกจากงาน หากเงินเดือนไม่สอดคล้องกับความต้องการ หรือระดับทักษะของพนักงาน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และลดแรงจูงใจการทำงานในระยะยาว


  • โครงสร้างเงินเดือนไม่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

  • ภาระงานเพิ่มขึ้น แต่ค่าตอบแทนไม่ปรับตาม

  • ไม่มีระบบประเมินผลงานที่ชัดเจน (Performance-based Pay)

  • สวัสดิการไม่แข่งขันกับองค์กรอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน


3. ขาดโอกาสเติบโตในสายอาชีพ

“โอกาสเติบโต” เป็นแรงขับสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากพัฒนาตัวเองและอยู่กับองค์กรระยะยาว หากพนักงานรู้สึกว่าไม่มีเส้นทางความก้าวหน้า ไม่ได้รับการพัฒนา หรือไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ย่อมส่งผลต่อแรงจูงใจและความผูกพันโดยตรง


  • ไม่มี Career Path หรือเส้นทางความก้าวหน้าที่ชัดเจน

  • โอกาสเลื่อนตำแหน่งจำกัด หรือขึ้นอยู่กับอายุงานมากกว่าผลงาน

  • ขาดการพัฒนา เช่น การอบรม ทักษะใหม่ หรือการโค้ชจากหัวหน้า

  • งานมีลักษณะซ้ำเดิม ไม่ท้าทาย ไม่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่


4. หัวหน้างานหรือผู้บริหารไม่มีประสิทธิภาพ

“หัวหน้างาน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ทำงานของพนักงาน งานวิจัยด้านทรัพยากรบุคคลจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า พนักงานไม่ได้ลาออกจากองค์กร แต่ลาออกจาก “หัวหน้า” หากผู้นำขาดทักษะการบริหาร การสื่อสาร หรือความเป็นธรรม ย่อมสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทั้งทีมและองค์กรได้


  • การสื่อสารไม่ชัดเจน หรือสั่งงานไม่เป็นระบบ

  • ขาดภาวะผู้นำ และการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

  • การบริหารไม่เป็นธรรม หรือมีอคติในการประเมินผลงาน

  • ไม่รับฟังความคิดเห็นของทีม หรือไม่สนับสนุนการทำงาน

  • ขาดทักษะในการโค้ชและพัฒนาลูกทีม


5. สภาพแวดล้อมการทำงานไม่ดี 

สภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี หรือที่เรียกว่า Toxic Workplace เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานตัดสินใจลาออกอย่างรวดเร็ว แม้งานหรือค่าตอบแทนจะดีเพียงใด แต่หากบรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความกดดัน ความขัดแย้ง หรือขาดความร่วมมือ ก็ยากที่พนักงานจะทำงานได้อย่างมีความสุข


  • การสื่อสารเชิงลบ เช่น การตำหนิรุนแรง หรือการใช้อารมณ์

  • การเมืองในองค์กร หรือการแบ่งพรรคแบ่งพวก

  • การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน 

  • ขาดการสนับสนุนและความร่วมมือจากทีม

  • วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เปิดกว้าง หรือไม่รับฟังความคิดเห็น


6. ภาระงานหนักเกินไป

ภาระงานที่มากเกินกำลัง หรือเกินความสามารถ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานรู้สึกกดดันและอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ หากต้องรับผิดชอบงานจำนวนมากภายในเวลาจำกัดอย่างต่อเนื่อง โดยขาดทรัพยากรหรือการสนับสนุนที่เพียงพอ ย่อมนำไปสู่ปัญหาระยะยาวทั้งต่อพนักงานและองค์กร


  • การวางแผนงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือกำหนดเวลาที่ไม่สมเหตุสมผล

  • ขาดการกระจายงานในทีม ทำให้บางคนรับภาระมากเกินไป

  • จำนวนพนักงานไม่เพียงพอกับปริมาณงาน

  • วัฒนธรรมองค์กรที่เน้น “ทำงานหนัก” มากกว่าการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ


7. ขาดการยอมรับและให้คุณค่า

“การยอมรับและให้คุณค่า” เป็นปัจจัยด้านจิตวิทยาที่ส่งผลโดยตรงต่อแรงจูงใจในการทำงาน พนักงานที่ทุ่มเทและสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับคำชื่นชม หรือไม่ได้รับการยอมรับจากหัวหน้าและองค์กร มักเกิดความรู้สึกว่าความพยายามของตนไม่มีความหมาย ซึ่งนำไปสู่การหมดไฟและการลาออกในที่สุด


  • องค์กรไม่มีระบบการชื่นชมผลงานที่ชัดเจน

  • หัวหน้างานมองข้ามความสำเร็จเล็ก ๆ ของทีม

  • ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าความพยายาม

  • การสื่อสารเชิงบวกในองค์กรมีน้อย


8. Work-Life Balance ไม่สมดุล

สมดุลระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัว (Work-Life Balance) เป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงาน หากพนักงานต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน จนไม่มีเวลาพักผ่อนหรือใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลเสียทั้งด้านร่างกายและจิตใจ


  • ชั่วโมงการทำงานยาวนาน หรือมีการทำงานล่วงเวลาต่อเนื่อง

  • วัฒนธรรมองค์กรที่คาดหวังให้พนักงาน “พร้อมทำงานตลอดเวลา”

  • การจัดการเวลาและภาระงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ

  • การใช้เทคโนโลยีที่ทำให้แยกเวลางานและเวลาส่วนตัวยากขึ้น


การลาออกของพนักงานไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากปัจจัยต่าง ๆ ที่สะสม ทั้งด้านลักษณะงาน การปรับตัว สังคมออฟฟิศ สภาพแวดล้อมการทำงาน และนโยบายขององค์กร หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ย่อมส่งผลกระทบต่อการทำงานของทีมได้

ในทางกลับกัน หากองค์กรสามารถมองเห็นและปรับปรุงจุดสำคัญได้อย่างตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาผู้นำ การดูแลพนักงานอย่างเหมาะสม หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี จะช่วยลดอัตราการลาออกได้อย่างมีนัยสำคัญ

ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแค่ “รักษาคนเก่งไว้ได้” แต่ยังช่วยเพิ่มความผูกพันของพนักงาน และสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง พร้อมเติบโตไปกับองค์กรแบบยั่งยืน


แชร์บทความ

ความคิดเห็น

0

ความคิดเห็นจะแสดงหลังได้รับการอนุมัติ

กำลังโหลดความคิดเห็น...