Checklist วางแผนการเงินก่อนสิ้นปี

Checklist วางแผนการเงินก่อนสิ้นปี ก่อนสิ้นปีชาวออฟฟิศหรือมนุษย์เงินเดือนทุกคนควรวางแผนการเงินในปีถัดไปอย่างรอบคอบ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับการเก็บเงินตอนต้นปี เช่น ฝากเงินเพื่อรับดอกเบี้ยสูง นำเงินไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทน เตรียมลดหย่อนภาษีประจำปี เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ชาวออฟฟิศทุกคนต้องใส่ใจ และบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและดีขึ้น
สารบัญ
-
Checklist 3 ข้อคิด ทบทวนตัวเองก่อนสิ้นปี
-
ข้อดีของการยื่นภาษี
-
สิ่งที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็คือ
-
Checklist วางแผนการออมเงินระยะยาว
-
สรุป
Checklist 3 ข้อคิด ทบทวนตัวเองก่อนสิ้นปี
1.ตรวจสอบฐานะการเงินของตัวเองว่า มีทรัพย์สินอะไรบ้าง เช่น มีเงินฝากเท่าไหร่ มีหนี้สินเท่าไหร่ มีเงินลงทุนในกองทุนอะไรบ้าง ซื้อประกันอะไรบ้าง เพื่อให้ง่ายต่อการทำบัญชีเพื่อจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย จะช่วยให้คุณเห็นพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเองได้อย่างชัดเจน ถ้ารายจ่ายประเภทใดสูงเกินไป หรือไม่มีความจำเป็นก็ควรตัดออก
กรณีที่รายได้น้อยเกินไป ไม่พอกับรายจ่าย มี 2 วิธีแก้ไขคือ ลดรายจ่าย และหารายได้เพิ่ม โดยปัจจุบันมีหลายอาชีพที่ทำเป็นอาชีพเสริมได้ เช่น ขายของผ่านออนไลน์ ทำคอนเทนท์ต่าง ๆ หารายได้จากโลกออนไลน์ หรือรับอาชีพเสริมจากทักษะที่ตัวเองมี เป็นต้น
2.ทบทวนนิสัยการใช้เงิน ลองสำรวจตัวเองดูว่า ที่ผ่านมาใช้เงินทำอะไรบ้าง เช่น ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องใช้ต่าง ๆ และสิ่งที่ซื้อมาได้นำมาใช้บ้างหรือไม่ หรือใช้ให้เกิดประโยชน์บ่อยครั้งแค่ไหน หากเป็นสิ่งของบางอย่างที่ไม่มีความจำเป็น แต่ยังไม่เคยนำออกมาใช้ ให้นำมาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อหารายได้จากสิ่งที่ตัวเองมี ถือว่าเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ
3.ชาวออฟฟิศที่ทำงานประจำอย่าลืมยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งคุณต้องเช็กดูว่ามีส่วนไหนสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้บ้าง และสิ่งที่ควรรู้ก็คือ มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้เกิน 120,000 บาทต่อปี ต้องเตรียมตัวยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2566 ซึ่งกรมสรรพากรเปิดให้ยื่นภาษีได้กรณีแบบเอกสาร หรือกระดาษ ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาทุกแห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2567 หรือจะยื่นผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร www.rd.go.th ได้ถึง 8 เมษายน 2567
ข้อดีของการยื่นภาษี
1.ช่วยพัฒนาประเทศ โดยทางรัฐบาลจะนำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การคมนาคม การสาธารณสุข การป้องกันประเทศ การรักษาความสงบภายในประเทศ ฯลฯ
2.ช่วยรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำให้กลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว
3.ช่วยกระจายรายได้ของประชาชน เช่น ผู้มีรายได้มากย่อมเสียภาษีมากกว่าผู้มีรายได้ปานกลาง ส่วนผู้มีรายได้ต่ำอาจไม่เสียภาษีเลย และเงินรายได้นั้นก็จะถูกนำไปใช้ในกิจการต่าง ๆ ที่จำเป็น โดยส่งผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนทั่วไป
4.ทำธุรกรรมทางการเงินง่ายขึ้น มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน ซื้อบ้าน ซื้อรถ ฯลฯ
สิ่งที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ก็คือ
1.ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF แอลทีเอฟ) โดยซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินพึงประเมินที่ได้รับ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น รวมแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
2.ค่าซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF อาร์เอ็มเอฟ) เงื่อนไขคือซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
3.ประกันชีวิต สำหรับเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับการลดหย่อน เดิมจะมีสองประเภท ได้แก่ เบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป และเบี้ยประกันแบบบำนาญ แต่ล่าสุดกรมสรรพากรได้ประกาศให้สามารถนำเบี้ยประกันสุขภาพมาหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมอีกด้วย โดยหักลดหย่อนได้ตามจริง แต่ต้องไม่เกิน 15,000 บาท แต่เมื่อรวมค่าเบี้ยลดหย่อนประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
4.เบี้ยประกันสุขภาพบิดามารดา อันนี้ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
5.ดอกเบี้ยบ้านหรือคอนโด โดยรวมยอดดอกเบี้ยในปี 2566 มาลดหย่อนภาษีเพิ่มได้
Checklist วางแผนการออมเงินระยะยาว
1.มองหาแหล่งออมที่ดี เพื่อให้เงินงอกเงยมากกว่าการออมเงินธรรมดา ลองมองหาบัญชีเงินฝากกับสถาบันการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อสร้างแรงจูงใจในการออม เผลอ ๆ ออมเงินตลอดปี ทั้งเงินออมบวกดอกเบี้ยอาจมีเงินซื้อรองเท้าคู่ใหม่ หรือมีเงินเที่ยวได้เลยล่ะ
2.นำเงินไปลงทุนซื้อประกัน ซื้อกองทุนที่น่าเชื่อถือ สร้างความอุ่นใจและช่วยลดหย่อนภาษี และถ้ามองหาการลงทุนอื่น ๆ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดหรือใช้ที่ปรึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจ เพราะการลงทุนคือความเสี่ยง
3.นอกจากออมเงินกับสถาบันการเงินที่ให้ดอกเบี้ยสูงแล้ว ในแต่ละวันมีเงินเหลือเก็บเท่าไหร่ควรนำมาหยอดกระปุกทุกบาท ทุกสตางค์ ยิ่งสะสมได้มากเท่าไหร่ ยิ่งมีเงินเก็บมากเท่านั้น
4.เก็บออมเงิน 10% ทันทีหลังจากที่เงินเดือนเข้า นั่นหมายความว่า เมื่อไหร่ที่เงินเดือนเข้าแล้วให้หักเก็บทันทีอย่างน้อย 10% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนที่เหลือนำไปหักลบค่าใช้จ่ายต่อไป
5.กรณีที่ไม่สามารถหักเงินเก็บ 10% ได้ทันทีเนื่องจากภาระค่าใช้จ่ายสูง ให้คุณหักลบค่าใช้จ่ายที่จำเป็นทั้งหมด แล้วค่อยหักเงินเก็บเข้าบัญชี กรณีที่บวกลบแล้วไม่เหลือเงินเก็บ ขอแนะนำให้หารายได้เสริม หรือใช้ทักษะของตัวเองประกอบอาชีพเสริม เพื่อหารายได้ให้กลายเป็นเงินเก็บในอนาคต
บทความแนะนำ
สรุป
ถึงอย่างไรก็ตาม ในยุคนี้เป็นเรื่องยากนักที่จะทำให้เรามีเงินเก็บได้จำนวนมาก เนื่องจากค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็สูงตามไปด้วย จึงต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ การหาเงินช่องทางเดียวอาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเสมอไป หากคุณยังหาเงินแบบเดือนชนเดือน ควรเปิดโอกาสหารายได้เสริม ไม่ว่าจะเป็นงานพาร์ทไทม์ งานออนไลน์ โดยสามารถหางาน สมัครงานได้จากเว็บไซต์หางาน JOBKUB เพียงแค่สมัครสมาชิก ฝากประวัติเรซูเม่ หลังจากนั้นก็สามารถหางานและสมัครงานได้ตามต้องการ
แชร์บทความ




