ข้ามไปยังเนื้อหาหลักข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ไลฟ์สไตล์

5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต

JK
JobKub Editorial Team
22 มีนาคม 2568
4 นาที|2 เข้าชม
5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต

5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต เมื่อโลกการทำงานมีการเปลี่ยนแปลง ลักษณะการทำงานยุคเก่าเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่มากขึ้น เพื่ออยู่บนเวทีของตลาดแรงงานอย่างสง่า พร้อมรองรับกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่จำกัดขอบเขตการทำงาน ตลอดจนไม่ปิดกั้นความคิดเห็น รวมถึงการจัดโครงสร้างสถานที่ทำงานนำเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น 

สารบัญ

 

ดังนั้นเรามาดูกันว่า 5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต เพื่อตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพอย่างแท้จริงนั้นมีอะไรบ้าง? มาดูกัน!  

 

ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work from anywhere)

5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต

Work from Anywhere ลักษณะการทำงานที่พนักงานสามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกนี้ โดยใช้เทคโนโลยีการสื่อสารและการทำงานร่วมกันเข้ามาช่วยเหลือในการทำงาน ซึ่งหลายองค์กรมีการปรับใช้และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างน่าพอใจ ช่วยให้พนักงานกล้าเสนอไอเดีย มีแนวคิดการทำงานที่เป็นอิสระมากขึ้น โดยไม่จำขอบเขตพื้นที่การทำงานให้เกิดความรู้สึกเครียด และวิตกกังวล 

หลายคนอาจคิดว่า Work from Anywhere ทำให้เจอและคุยกันน้อยลงไป แต่ปัจจัยสำคัญของการทำงานลักษณะนี้อยู่ที่เป้าหมายและผลลัพธ์ของงาน ดังนั้น องค์กรสามารถบริการจัดการแต่ละแผนกเพื่อวางเป้าหมายการทำงานได้ เพื่อให้พนักงานมีบทบาทในการทำงานและบรรลุวัตถุประสงค์ตามต้องการ จึงจะสามารถการันตีผลงานของพนักงานได้ 

 

การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working)

5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต

Hybrid Working การทำงานที่พนักงานสามารถเลือกสถานที่ทำงานได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศ บ้าน หรือจากที่ไหนก็ได้ แทนที่การทำงานอยู่แค่ในออฟฟิศเท่านั้น เพื่อให้อิสระกับพนักงานได้มีทางเลือกสำหรับการทำงานมากขึ้น สร้างความยืดหยุ่นในการทำงาน ซึ่งช่องทางการสื่อสารมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Zoom, Google Meet หรือ Line เป็นต้น อีกทั้งองค์กรต่าง ๆ จำนวนมากจ้างพนักงานจากทั่วประเทศหรือทั่วโลก อาจจะไม่มีสำนักงานกลางสำหรับทำงาน แต่ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกันได้

 

ทำงานได้หลากหลาย (Work for all)

5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคต

เมื่อเข้าสู่โลกของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ หลายองค์กรปรับตัวมาเน้นการลงทุนแบบคุ้มค่าเพื่อประหยัดต้นทุนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจ้างพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งงานที่หลากหลาย มีทักษะทำงานมากกว่า 1 อย่าง เพื่อประหยัดค่าจ้างพนักงาน และได้ผู้ทำงานที่มีความเก่งอย่างแท้จริง ตัวอย่างเช่น พนักงานการตลาดที่มีความเก่งมากกว่าการคิดโปรโมชั่น หาลูกค้า วางแผนงานการตลาดหรือส่งเสริมการขาย แต่สามารถทำงานประชาสัมพันธ์ ประสานงาน ติดต่อลูกค้า ตลอดจนสามารถคิดคอนเทนต์การตลาดได้ ซึ่งทักษะเหล่านี้จะช่วยซัพพอร์ตการทำงานการตลาดให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  

 

การทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible working)

การทำงานแบบยืดหยุ่น (Flexible working)

หลายองค์กรมีมาตรฐานเวลาการทำงานที่ชัดเจน เช่น 9.00-17.00 น. หรือ 8.30-17.30 น. เป็นโครงสร้างเวลาการทำงานที่มีมายาวนาน บางองค์กรประสบปัญหาพนักงานมาเข้างานสาย ทำให้เวลาในการทำงานสั้นลง ดังนั้น การสร้างความยืดหยุ่นในเวลาการทำงานจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น เช่น เข้างานสายได้ไม่เกิน 100 นาที/เดือน หรือเลื่อนเวลาเข้างานให้ตรงกับความต้องการของพนักงาน อย่างเช่น เลื่อนเวลาเข้างานเป็น 10.00-18.00 น. หรือให้ชดเชยเวลาที่เข้างานช้าด้วยการทำงานลากยาวถึงช่วงเย็น เป็นต้น เพื่อให้พนักงานมีแรงกายในการทำงานมากขึ้น

 

ส่งเสริมและสนับสนุนการรักษ์โลก (Work for planet)

ส่งเสริมและสนับสนุนการรักษ์โลก (Work for planet)

ธุรกิจหรือองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและมองถึงสังคมส่วนรวม นอกเหนือไปจากผลกำไร นโยบายขององค์กรต้องแสดงออกมาเป็นรูปธรรมได้ ซึ่งองค์กรชั้นนำต่างตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น พร้อมนำแนวทางการดำเนินงานแบบ Sustainable Workplace มาใช้ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ออฟฟิศประหยัดพลังงานการใช้ไฟฟ้าโดยใช้แสงจากธรรมชาติ หรือการติดโซลาเซลล์เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงมาเป็นพลังงานไฟฟ้าและความร้อน การมีพื้นที่ปลูกต้นไม้ในอาคารเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการใช้เครื่องปรับอากาศ การมีถังเก็บน้ำฝนเพื่อนำมาใช้ล้างทำความสะอาดพื้นหรือรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น เพราะเมื่อให้คุณค่ากับการโลกของเราแล้ว ผลที่ได้กลับมาก็คือสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพนั่นเอง

📌 ขอบคุณข้อมูลจาก thereceptionist, dittothailand

 

บทความแนะนำ

 

สรุป

ฉะนั้น ถึงแม้องค์กรจะมีการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตแล้ว เมื่อเข้าสู่การแข่งขันในปัจจุบัน การพัฒนาและฝึกอบรมพนักงานถือเป็นมากกว่ากิจกรรม เพื่อเพิ่มทักษะของพนักงาน เพิ่มขีดความสามารถให้สร้างผลงานที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ดังนั้น การเปิดโอกาสให้พนักงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ย่อมส่งผลดีต่อการทำงานในอนาคตขององค์กร 

ถึงแม้ในปัจจุบันนี้จะมีเงื่อนไขและปัจจัยที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา ทำให้รูปแบบการทำงานแตกต่างจากอดีตมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมา เนื่องจากมีช่องทางหารายได้เพิ่มขึ้น หรือการเข้ามาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อบางอาชีพ ที่อาจถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี AI และคอมพิวเตอร์ แต่ 5 ลักษณะการทำงานที่องค์กรต้องปรับตัวในอนาคตนี้ สามารถเป็นแนวทางให้แก่คุณได้ เพื่อสร้างมาตรฐานและค่านิยมที่ดีต่อการทำงาน ที่สำคัญการปรับแนวทางการทำงานขององค์กรไม่เพียงเป็นผลดีต่อผู้บริหาร หรือเจ้าขององค์กรเท่านั้น ยังสอดคล้องกับแนวทางความต้องการของกลุ่มคนทำงานด้วย การหาจุดร่วมตรงกลางระหว่างกันจะได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เมื่อต่างฝ่ายมีความพึงพอใจ ผลลัพธ์จากการทำงานย่อมออกมาดีเช่นกัน 

JOBKUB

 

แชร์บทความ

ความคิดเห็น

0

ความคิดเห็นจะแสดงหลังได้รับการอนุมัติ

กำลังโหลดความคิดเห็น...