จ่ายประกันสังคมทุกเดือน สิทธิความคุ้มครองที่ควรได้มีอะไรบ้าง?

จ่ายประกันสังคมทุกเดือน สิทธิความคุ้มครองที่ควรได้มีอะไรบ้าง? พนักงานประจำหรือผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ที่จ่าย “ประกันสังคม” ในทุก ๆ เดือนมีสิทธิความคุ้มครองที่หลากหลาย ซึ่งทุกครั้งที่จ่ายประกันสังคมจะถูกนำไปเข้ากองทุนประกันสังคม โดยคุณจะได้รับสิทธิ์การรักษาในด้านต่าง ๆ กรณีเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ กรณีเสียชีวิต กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีชราภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้น ทางเราจึงได้รวบรวมสิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาให้ทุกคนได้รับรู้ทั่วกัน เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเองเอาไว้
สารบัญ
-
ประกันสังคม คืออะไร?
-
ประกันสังคมมาตรา 33 สิทธิความคุ้มครองที่ควรได้รับ
-
กรณีเจ็บป่วย
-
กรณีคลอดบุตร
-
กรณีทุพพลภาพ
-
กรณีเสียชีวิต
-
กรณีชราภาพ
-
กรณีสงเคราะห์บุตร
-
กรณีว่างงาน
-
สรุป
ประกันสังคม คืออะไร?
ประกันสังคม คือ การสร้างหลักประกันการดำรงชีวิตในกลุ่มของสมาชิกที่มีรายได้ และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อรับผิดชอบสหรับการเฉลี่ยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และการว่างงาน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และมีการทดแทนรายได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับพนักงานประจำที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 อัตราเงินสมทบของประกันสังคมที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือน จะคำนวณจากฐานเงินเดือน โดยวิธีการคำนวณเงินสบทบจากการหักเงินเดือนมีดังนี้
ใช้ 5% คูณกับฐานเงินเดือนของเงินค่าจ้างแต่ละเดือน โดยคิดฐานเงินเดือนต่ำสุด 1,650 และสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ตัวอย่างเช่น
✅ เงินเดือน 8,000 บาท (เงินเดือน) x 5% (เงินหักเข้าประกันสังคม) = 400 บาท ที่ต้องหักเข้าประกันสังคม
✅ เงินเดือน 15,000 บาท (เงินเดือน) x 5% (เงินหักเข้าประกันสังคม) = 750 บาท ที่ต้องหักเข้าประกันสังคม
ประกันสังคมมาตรา 33 สิทธิความคุ้มครองที่ควรได้รับมีดังนี้
กรณีเจ็บป่วย
ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์ฯ กำหนด ซึ่งรวมถึงการฉีดวัคซีนตามสถานการณ์การระบาดของโรคที่กำหนดขึ้นในแต่ละปี โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่สถานพยาบาลภายในเครือสำนักงานประกันสังคมตามกำหนด
กรณีเจ็บป่วยทั่วไป สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิหรือเครือข่ายของสถานพยาบาลนั้นได้ฟรี โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD)
กรณีประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน
เมื่อเข้ารับรักษากับสถานพยาบาลที่ไม่ใช่สถานพยาบาลที่สำนักงานกำหนดสิทธิหรือในเครือ ผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อน และสามารถเบิกคืนจากสำนักงานประกันสังคมในอัตราที่กำหนด ดังนี้
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐ
-
ผู้ป่วยนอก เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น
-
ผู้ป่วยใน เบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง (ยกเว้น ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท)
เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชน
⭐ กรณีเป็นผู้ป่วยนอก
-
เบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,000 บาท
-
เบิกค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงเกิน 1,000 บาทได้ ถ้ามีการตรวจรักษาตามรายการในประกาศคณะกรรมการการแพทย์ ดังนี้
-
การให้เลือดหรือส่วนประกอบของเลือด
-
ฉีดสารต่อต้านพิษจากเชื้อบาดทะยัก
-
การฉีดวัคซีนหรือเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนักบ้า (เฉพาะเข็มแรก)
-
การตรวจอัลตราซาวด์กรณีที่มีภาวะฉุกเฉินเฉียบพลันในช่องท้อง
-
การตรวจด้วย CT-SCAN หรือ MRI จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนด
-
การขูดมดลูกกรณีตกเลือดหลังคลอด หรือตกเลือดจากการแท้งบุตร
-
ค่าฟื้นคืนชีพ และกรณีที่มีการสังเกตอาการในห้องสังเกตอาการตั้งแต่ 3 ชั่วโมงขึ้นไป
⭐ ผู้ป่วยใน
-
ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่ไม่ได้รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 2,000 บาท
-
ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 700 บาท
-
ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล กรณีที่รักษาในห้อง ICU เบิกได้ไม่เกินวันละ 4,500 บาท
-
กรณีที่มีความจำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่เบิกได้ไม่เกินครั้งละ 8,000-16,000 บาท ตามระยะเวลาการผ่าตัด
-
ค่าฟื้นคืนชีพรวมค่ายา และอุปกรณ์เบิกได้ไม่เกิน 4,000 บาท
-
ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ และหรือเอกซเรย์ เบิกได้ไม่เกินรายละ 1,000 บาท
-
กรณีมีความจำเป็นต้องตรวจวินิจฉัยพิเศษ ได้แก่ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ, การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง, การตรวจคลื่นสมอง และการตรวจอัลตราซาวด์ตามประกาศ
-
การสวนเส้นเลือดหัวใจและเอกซเรย์, การส่องกล้อง, การตรวจด้วยการฉีดสี, การตรวจด้วย CT-SCAN หรือ MRI ตามประกาศ
ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต
ผู้ประกันตนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์กับสถานพยาบาลเอกชนที่ใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย สำนักงานประกันสังคมจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการรักษาผู้ประกันตนจนพ้นภาวะวิกฤตให้แก่สถานพยาบาลที่รักษาภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง โดยนับรวมวันหยุดราชการ และกรณีที่ผู้ประกันตนได้รับบริการทางการแพทย์จนพ้นภาวะวิกฤตแล้ว จะส่งตัวไปเข้ารับการรักษาต่อที่สถานพยาบาลสำนักงานกำหนดสิทธิ
-
ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์การบำบัดโรคกรณีสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะบางส่วนได้ตามความจำเป็นตามหลักเกณฑ์ และอัตราที่ประกาศคณะกรรมการการแพทย์ฯ กำหนด
ทันตกรรม
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ จึงจะได้รับสิทธิดังต่อไปนี้
-
ถอนฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน และผ่าฟันคุดรับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 900 บาท/ปี
-
ฟันเทียมชนิดถอดได้บางส่วนรับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง โดย 1-5 ซี่ จะได้รับเงินไม่เกิน 1,300 บาท และมากกว่า 5 ซี่ ขึ้นไป จะได้รับเงินไม่เกิน 1,500 บาท
-
ฟันเทียมชนิดถอดได้ทั้งปากกรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนหรือล่าง รับค่าบริการทางการแพทย์ และค่าฟันเทียมตามที่จ่ายจริง ไม่เกิน 2,400 บาท และกรณีฟันปลอมชนิดถอดได้ทั้งปากบนและล่าง ไม่เกิน 4,400 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่วันที่ใส่ฟันเทียม
กรณีคลอดบุตร
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนเดือนคลอดบุตร จึงจะได้รับสิทธิ และในกรณีที่ทั้งสามีและภรรยาเป็นผู้ประกันตน ให้เลือกใช้สิทธิในการเบิกค่าคลอดบุตรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยไม่จำกัดจำนวนบุตรหรือครั้งในการเบิก
-
ผู้ประกันตนหญิงได้รับเงินค่าคลอดบุตร 15,000 บาท ไม่จำกัดสถานพยาบาลและจำนวนครั้ง พร้อมรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างเฉลี่ยเป็นเวลา 90 วัน (สำหรับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อคลอดบุตร สามารถเบิกได้สูงสุดไม่เกิน 2 ครั้ง)
-
ผู้ประกันตนชายซึ่งมีภรรยาที่จดทะเบียนโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือมีหญิงที่อยู่กินกันฉันสามีภรรยา รับเงินค่าคลอดบุตร 15,000 บาท
-
พร้อมเบิก ค่าตรวจและฝากครรภ์ได้สูงสุด 1,500 บาท
กรณีทุพพลภาพ
เมื่อจ่ายเงินสมทบ ไม่น้อยกว่า 3 เดือน ผู้ประกันตนจะได้รับการดูแลในเรื่องการรักษาพยาบาล เงินชดเชยรายได้ เงินบำเหน็จ เมื่อสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะของร่างกาย หรือจิตใจ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายเดือน (ค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท) ตลอดชีวิต
เงินทดแทนการขาดรายได้
-
ทุพพลภาพระดับเสียหายไม่รุนแรงรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 30% หรือในส่วนที่ลดลง ไม่เกิน 30% ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ไม่เกิน 180 เดือน
-
ทุพพลภาพระดับเสียหายรุนแรงรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 50% ของค่าจ้างรายวันตามมาตรา 57 ตลอดชีวิต
ค่าบริการทางการแพทย์
⭐ กรณีเจ็บป่วยปกติ:
-
เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลรัฐ– ผู้ป่วยนอก (OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง และผู้ป่วยใน (IPD) เข้ารับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
-
เข้ารักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลเอกชน– ผู้ป่วยนอก (OPD) รับค่าบริการทางการแพทย์ตามที่จ่ายจริง ไม่เกินเดือนละ 2,000 บาท และผู้ป่วยใน (IPD) ไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท
⭐ กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต:
-
เข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้เคียงได้ทุกแห่ง โดยไม่ต้องสำรองค่าใช้จ่าย ภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง นับรวมวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
กรณีเสียชีวิต
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ก่อนเสียชีวิต จึงจะได้รับสิทธิดังนี้
-
จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือนรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 4 เดือน พร้อมรับค่าทำศพ 50,000 บาท
-
จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไปรับเงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างเฉลี่ย 12 เดือน พร้อมรับค่าทำศพ 50,000 บาท
กรณีชราภาพ
ผู้ประกันตนต้องมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หรือเป็นผู้ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต จึงจะได้รับสิทธิ ดังนี้
⭐ เงินบำนาญชราภาพ คือ เงินที่ทยอยจ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต
-
จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี)รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือน 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย
-
จ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน (15 ปีขึ้นไป)รับเงินบำนาญชราภาพรายเดือนเพิ่ม 1.5% จากอัตรา 20% ในทุก 12 เดือน
⭐ เงินบำเหน็จชราภาพ คือ เงินที่จ่ายเป็นก้อนครั้งเดียว
-
จ่ายเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือนรับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบเฉพาะในส่วนของผู้ประกันตน เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
-
จ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไปรับเงินบำเหน็จชราภาพเท่ากับจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบ เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ พร้อมผลตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
-
กรณีผู้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 60 เดือน นับตั้งแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ 10 เท่าของเงินบำนาญชราภาพรายเดือนที่ได้รับครั้งสุดท้ายก่อนเสียชีวิต
กรณีสงเคราะห์บุตร
ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่ต่ำกว่า 12 เดือน ภายในระยะเวลา 36 เดือน ก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน จึงจะได้รับสิทธิเงินค่าสงเคราะห์บุตรคนละ 600 บาท ต่อบุตรหนึ่งคน สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีอายุไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน
กรณีว่างงาน
หากผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเป็นนานกว่า 6 เดือน สามารถลงทะเบียนในเว็บไซต์ กรมการจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน ตั้งแต่ออกจากงาน จะได้รับเงินทดแทนการว่างงาน ร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย (ค่าจ้างสูงสุด 15,000 บาท) ในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 3 เดือน/ปี
-
กรณีถูกเลิกจ้างได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
-
กรณีลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน
-
กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ได้รับเงินทดแทนในระหว่างการว่างงานอัตรา 50% ของค่าจ้างครั้งละไม่เกิน 180 วัน
📌 ขอบคุณข้อมูลจาก : www.prosoft.co.th
บทความแนะนำ
สรุป
เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ประกันตนควรตรวจสอบสิทธิประกันสังคมให้ครอบคลุม และใช้สิทธิ์ที่พึงได้รับ ทั้งการดูแลสุขภาพ เงินช่วยเหลือกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร สิทธิทันตกรรม ตลอดจนเข้ารับการตัวสุขภาพทุกปีในสถานพยาบาลในเครือที่คุณเลือกไว้ด้วย จะได้ไม่เสียสิทธิ์และใช้ประกันสังคมได้อย่างคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปทุกเดือน
แชร์บทความ








