สมัครงานตัวแทนประกันชีวิต มีข้อดีอะไรบ้าง?

สมัครงานตัวแทนประกันชีวิต มีข้อดีอะไรบ้าง? ตัวแทนประกันชีวิต (ที่ปรึกษาประกันชีวิต) เป็นสายอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งปัจจุบันประกันชีวิตได้เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันทุกคนไปโดยปริยาย เนื่องด้วยประกันชีวิคมีความสำคัญต่ออนาคต และการดำรงชีวิตเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่หลายคนมักหลบหนีหรือบ่ายเบี่ยงการทำประกันชีวิต
สารบัญ
หากย้อนไปสมัยก่อน จะมี Telesales พนักงานประกันชีวิตโทรเข้ามาบ่อยครั้ง ในช่วงนั้นหลายคนบ่ายเบี่ยงที่จะทำประกัน เนื่องจากคิดว่าไม่มีความจำเป็น หรือเป็นเหตุให้สิ้นเปลืองเงินทอง ซึ่งต่างจากปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่หลายคนมักเลือกทำประกันชีวิตเพิ่มมากขึ้น เพราะในยุคนี้การเจ็บป่วย หรือการเกิดอุบัติเหตุเป็นเรื่องใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง ดังนั้น ในบทความนี้จะพาทุกคนมารู้จัก งานประกันชีวิต หรือตัวแทนประกันชีวิต เพื่อให้คนที่กำลังตัดสินใจสมัครงานตัวแทนประกันชีวิตได้มีแนวทางสำหรับการพิจารณาสมัครงานเพิ่มเติม
สมัครงานตัวแทนประกันชีวิต มีข้อดีอะไรบ้าง?

- เป็นอาชีพอิสระ ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศ ทำงานที่ไหน เมื่อไรก็ได้
- ไม่ใช่งานประจำ สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้
- ใช้เงินลงทุนน้อยมาก ส่วนใหญ่สำหรับค่าสอบและค่าต่ออายุใบอนุญาต
- สามารถสร้างรายได้อย่างไม่จำกัด
- สามารถต่อยอดเป็นนักวางแผนทางการเงินในอนาคตได้
ตัวแทนประกันชีวิต คือ บุคคลธรรมดาที่ทำหน้าที่แทนบริษัทประกันที่สังกัดอยู่ โดยการชักชวนและนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทต่าง ๆ ที่เหมาะสมให้กับลูกค้า ตัวแทนประกันชีวิตนั้นจะมีสังกัดที่แน่นอนว่าเป็นตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทประกันใด ซึ่งอาจเป็นได้มากกว่าหนึ่งบริษัทก็ได้ หากได้รับความยินยอมจากบริษัทแรก
สมัครงานตัวแทนประกันชีวิต (ที่ปรึกษาประกันชีวิต) ควรเริ่มอย่างไร?
1. พิจารณาหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทประกันชีวิต

หากคุณต้องการทำงานตัวแทนประกันชีวิต และต้องการสอบใบอนุญาตเป็นตัวแทนประกันชีวิตนั้น ควรเลือกสังกัดบริษัทประกันชีวิตให้ได้ โดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
ความมั่นคงของบริษัทประกันชีวิต
บริษัทประกันชีวิตที่มีความมั่นคง สามารถรับความเสี่ยงของลูกค้าที่ทำประกันชีวิตได้ โดยความมั่นคงอาจวัดได้จากมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท เงินสำรองประกันชีวิต และระยะเวลาที่บริษัทเปิดดำเนินการ
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกันชีวิต
บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์หลายประเภท ช่วยให้คุณสามารถแนะนำลูกค้าได้หลากหลาย และตัวเราเองมีความสนใจด้วย เช่น ลูกค้าท่านนี้มีความสนใจด้านสุขภาพ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ อยู่เสมอ การนำเสนอประกันชีวิตด้านสุขภาพย่อมทำให้เกิดผลลัพธ์การตัดสินใจซื้อประกันได้ง่ายขึ้น
มีเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน
การเลือกสมัครงานบริษัทประกันชีวิตที่ดี ควรมีตัวช่วยสนับสนุนการทำงานของตัวแทนประกันชีวิต เช่น มีการอบรมและให้ความรู้ตัวแทนประกันชีวิตอย่างสม่ำเสมอ มีโปรแกรมคำนวณเบี้ยประกันชีวิตออนไลน์ มีรายละเอียดเกี่ยวกับประกันประเภทต่าง ๆ อย่างละเอียดบนเว็บไซต์ เป็นต้น
2. การสอบใบอนุญาต “ตัวแทนประกันชีวิต”

หลังจากเลือกบริษัทประกันชีวิตที่ต้องการสังกัดได้แล้ว มาถึงขั้นตอนสำคัญนั่นก็คือ การสอบใบอนุญาต “ตัวแทนประกันชีวิต” โดยผู้สมัครสอบต้องจองคิวล่วงหน้า ผ่านระบบของทางบริษัทประกันชีวิต และศึกษาเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
หลังจากสอบผ่านได้ใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว ตัวแทนประกันชีวิตต้องติดต่อบริษัทประกันชีวิตที่สังกัด เพื่อให้บริษัทยื่นขอรับใบอนุญาตให้ เนื่องจากในการขอรับใบอนุญาตจะต้องมีหนังสือแสดงความต้องการของบริษัทรับเป็นตัวแทนประกันชีวิต และต้องมีหนังสือรับรองว่าผ่านการอบรมหลักสูตรเพื่อขอรับใบอนุญาต ซึ่งการได้รับใบอนุญาตช่วยการันตีความน่าเชื่อถือในการขายประกันให้กับกลุ่มลูกค้า และสร้างความมั่นใจการตัดสินใจซื้อประกันได้ง่ายขึ้นด้วย
3. ศึกษาข้อมูลของประกันชีวิตแต่ละประเภท

ประกันชีวิตมีการพัฒนารูปแบบความคุ้มครองที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการทางการเงินที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าให้แบ่งตามหมวดหลัก ๆ ของรูปแบบประกันชีวิต ซึ่งจะมีรูปแบบดังนี้
ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life Insurance)
เป็นประกันที่มีความคุ้มครองชีวิตระยะยาว เช่น คุ้มครองผู้เอาประกันจนถึงอายุ 90 ปี หรือมากกว่านั้น โดยบริษัทประกันจะมอบเงินครบกำหนดสัญญาให้หากผู้เอาประกันยังมีชีวิตอยู่จนครบสัญญา หรือหากผู้เอาประกันเสียชีวิตในระหว่างสัญญาบริษัทประกันจะจ่ายเงินเอาประกันให้แก่ผู้รับประโยชน์ ซึ่งส่วนมากจะเป็นคนในครอบครัว เช่น บุตร คู่สมรส หรือบิดามารดา เป็นต้น
ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment Insurance)
ประกันที่มุ่งเน้นให้ผลตอบแทนในระหว่างสัญญาหรือเมื่อครบกำหนดสัญญา พร้อมทั้งให้ความคุ้มครองชีวิตด้วยเช่นกัน โดยส่วนมากระยะเวลาความคุ้มครองจะไม่ยาวนัก เช่น 5 ปี 10 ปี 20 ปี แต่ก็มีประกันที่คุ้มครองจนครบอายุ 60 ปี โดยผลตอบแทนที่จ่ายคืนผู้เอาประกันภัยในกรณีมีชีวิตอยู่ มักจะมีกำหนดไว้ชัดเจนว่าจะจ่ายเมื่อครบปีกรมธรรม์ที่เท่าไรบ้าง โดยมีทั้งที่กำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน หรือเงินปันผล ซึ่งแปรผันไปตามผลการลงทุนของบริษัทนั้น ๆ
ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term Insurance)
ประกันที่ให้ความคุ้มครองชีวิต โดยบริษัทจะจ่ายจำนวนเงินเอาประกันภัยให้กับผู้รับผลประโยชน์ ก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันเสียชีวิตเท่านั้น จะไม่จ่ายให้เมื่อผู้เอาประกันอยู่จนครบกำหนดสัญญา เป็นประกันชีวิตที่มีค่าเบี้ยประกัน “ต่ำที่สุด” เมื่อเปรียบเทียบกับความคุ้มครองชีวิตที่ได้รับ มีระยะเวลาความคุ้มครองกำหนดไว้แน่นอน เช่น 5 ปี 10 ปี ฯลฯ เน้นคุ้มครองชีวิต สร้างความอุ่นใจให้กับคนที่รัก
ประกันชีวิตแบบบำนาญ (Annuity Insurance)
เป็นประกันที่คุ้มครองรายได้หลังเกษียณเป็นหลัก โดยบริษัทประกันชีวิตจะเริ่มจ่ายเงินคืนตามกรมธรรม์ให้เมื่อครบอายุ 55 ปี หรือ 60 ปี และมีการจ่ายต่อเนื่องเป็นงวด ๆ ในช่วงหลังวัยเกษียณตามสัญญาไปจนกว่าจะครบกำหนด เช่น จ่ายเงินบำนาญเริ่มตั้งแต่อายุครบ 55 ปี ไปจนถึง 90 ปี เพื่อเป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณที่แน่นอน
ประกันชีวิตควบการลงทุน (Universal life and Unit-linked Insurance)
ประกันชีวิตที่ให้ความคุ้มครองชีวิต และเปิดโอกาสให้ผู้เอาประกันเลือกที่จะรับผลตอบแทนจากการทำประกันที่มากขึ้น โดยการนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปลงทุนในกองทุนรวมเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น โดยผู้เอาประกันสามารถเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินคุ้มครองชีวิต และจำนวนเงินส่วนที่นำไปลงทุนได้ แต่ไม่สามารถเลือกแผนการลงทุนเองได้ ซึ่งบริษัทประกันจะรับรองผลตอบแทนขั้นต่ำไว้ให้ แต่หากผลการลงทุนได้สูงกว่าที่รับรอง ผู้เอาประกันก็จะได้รับมากขึ้นด้วยเช่นกัน
บทความแนะนำ
-
สายอาชีพไหนที่มีการแข่งขันสูงสุด
-
สายอาชีพใด ที่มีการสมัครงานเยอะที่สุด 2024
-
ปัญหาที่หลายบริษัทเจอบ่อยที่สุด เกี่ยวกับกลุ่มคนรุ่นใหม่
สรุป
การสมัครงานตัวแทนประกันชีวิต มีข้อดีหลายด้าน และเป็นสายอาชีพที่ผู้คนเปิดกว้างมากขึ้น และได้การยอมรับเพิ่มขึ้น หรือเรียกได้ว่า ประกันชีวิตกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพื่อคุ้มครองชีวิตในอนาคต หรือคนที่รัก สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครงานตัวแทนประกันชีวิตสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ และหวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้เกิดการตัดสินใจสมัครงานตัวแทนประกันชีวิตที่ง่ายขึ้นได้
แชร์บทความ
