วิธีสร้าง Work Life Balance ปรับสมดุลชีวิตการทำงาน

วิธีสร้าง Work Life Balance ปรับสมดุลชีวิตการทำงาน สมัยก่อนกลุ่มคนทำงานหลายสายอาชีพ ทุ่มเทให้กับการทำงานจนละเลยชีวิตส่วนตัวและสุขภาพของตัวเอง เพื่อสร้างความสำเร็จให้แก่ชีวิต แต่บางครั้งความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานเท่านั้น เพราะความสำเร็จในชีวิตที่แท้จริง คือการ Work Life Balance แบ่งเวลาระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานให้เกิดความสมดุล และวิถีชีวิตเช่นนี้ทำให้หลายคนประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลาย
สารบัญ
-
ความสำคัญของ Work Life Balance
-
Work Life Balance มีประโยชน์อย่างไร?
-
วิธีสร้าง Work Life Balance ปรับสมดุลชีวิตการทำงาน
-
สรุป
ความสำคัญของ Work Life Balance
Work Life Balance เป็นการหาความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวเพื่อลดผลกระทบจากการแบกรับภาระหน้าที่การงานที่มากจนเกินไป กลายเป็นค่านิยมที่ถูกมองว่าการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ไม่ควรใช้เวลาทั้งหมดไปกับการทำงาน เพราะการให้เวลากับงานมากจนเกินไป อาจทำให้เกิดความเครียดสะสมและส่งผลเสียต่าง ๆ ต่อสุขภาพร่างกายได้ นอกจากนี้ความเครียดยังส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้ป่วยง่ายขึ้นด้วย
Work Life Balance มีประโยชน์อย่างไร?
-
ลดการเกิดภาวะหมดไฟ จากการทำงานหนักเกินไป
-
มีสุขภาพกายที่ดี ห่างไกลจากการเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม
-
มีสุขภาพจิตใจที่ดี ลดความเครียด หรือภาวะซึมเศร้า
-
มีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างมากขึ้น
-
รู้สึกสบายใจและสนุกกับการทำงาน ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
วิธีสร้าง Work Life Balance ปรับสมดุลชีวิตการทำงาน
1. แบ่งเวลางานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุล
การแบ่งเวลาให้สมดุลมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเราควรแบ่งเวลาการทำงานกับการพักผ่อนให้เหมาะสม อย่าโหมทำงานหนักมากเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ การรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นคือการฝึกวินัยตนเอง ถึงแม้งานของคุณจะเยอะแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีระเบียบวินัย ทุกอย่างก็จะดูแย่ไปหมดจนสะสมกลายเป็นความเครียด ดังนั้น แบ่งเวลาให้เป็นแล้วชีวิตจะมีความสมดุลมากขึ้น
2. พักเบรกระหว่างทำงาน
พักเบรกระหว่างทำงานมีความสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสมดุลในการทำงานกับการพักผ่อนได้ดี อาจจะพักเบรกชั่วโมงละครั้ง ครั้งละ 5 นาที เพื่อไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ เดินเล่น นั่งพักผ่อนชั่วคราว ถึงแม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิด แต่ก็ช่วยลดความตึงเครียดในการทำงาน หรือเปลี่ยนอิริยาบทได้บ้าง ทำให้ร่ายกายได้ขยับ สายตาได้พัก ส่งผลต่อสุขภาพของคุณด้วย
3. ไม่นำงานกลับมาทำที่บ้าน
หากไม่จำเป็นไม่ควรนำงานกลับไปทำที่บ้าน นอกจากจะไม่ได้พักผ่อนแล้ว ยังสร้างวินัยที่ไม่ดีให้กับชีวิต และสร้างระบบการทำงานที่ไม่ดีให้กับองค์กรในระยะยาวด้วย ช่วงเวลาที่ควรพักผ่อนควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อลดความเครียดจากการทำงานในแต่ละวัน
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ร่างกายเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตมนุษย์ หากร่างกายย่ำแย่ก็เหมือนเครื่องจักรที่พังทำงานไม่ได้ การหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะทำให้มีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ ทำให้เราใช้เวลาไปทำสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ นอกเหนือจากการทำงาน
5. ออกไปท่องเที่ยว พักผ่อน
หลายองค์กรมีวันหยุดที่ชัดเจน เมื่อใดที่ได้หยุดพักผ่อนควรการหาเวลาไปเที่ยว หรือหาร้านกาแฟดี ๆ สักร้านเพื่อนั่งพักผ่อน อ่านหนังสือ ก็ถือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ดี การไปเที่ยวจะทำให้เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่ หลุดจากโลกเดิม ๆ ที่เราคุ้นเคย แถมการไปเที่ยวยังช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจได้ดีมากด้วย
6. พบปะกลุ่มเพื่อน หรือทำกิจกรรมกับครอบครัว
การได้ใช้เวลาแลกเปลี่ยน พูดคุย กับเพื่อน ๆ ตลอดจนสร้างกิจกรรมให้ครอบครัวเพื่อสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ย่อมส่งผลให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นจะทำให้เราได้ทำกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่หมกมุ่นอยู่แต่กิจกรรมเดิม ๆ หรือจมอยู่กับงานจนเกินพอดี
7. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ หรือประจำปี
การตรวจสุขภาพเป็นการเช็กความสมบูรณ์ของร่างกายให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันหรือรักษาโรค รวมถึงดูแลความเจ็บป่วยได้ทัน ซึ่งทำให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ใช้ชีวิตได้ยาวนานยิ่งขึ้น และมีสุขภาพที่ดี พร้อมในการทำงาน และใช้ชีวิต
8. หางานอดิเรกที่ชื่นชอบทำ
งานอดิเรกที่ตัวเองชอบ ช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตได้ดีเลยทีเดียว เพื่อลดความเคลียด ผ่อนคลาย เสริมสร้างความสนุก เบิกบานจิตใจ ทำให้เราฟื้นฟูจากความเครียดได้ดีเยี่ยม สำหรับใครที่ไม่มีงานอดิเรกที่ชอบ อาจเลือกงานที่ฝึกสมาธิให้กับตัวเองก็ได้ เช่น งานศิลปะ วาดรูป ระบายสี หรือการสร้างชิ้นงานจากความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง เป็นต้น
9. พักผ่อนให้เป็นและเพียงพอ
ทุกคนควรได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ได้ชาร์จพลังตนเองให้พร้อมกลับมาทำงานหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามหลักการแล้วมนุษย์ควรนอนให้ได้ไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ทางการแพทย์มีการแนะนำว่าควรนอนตอน 4 ทุ่ม ไม่ควรเกิน 5 ทุ่ม เพื่อเตรียมตัวสู่ช่วงเวลาหลับลึก ซึ่งจะอยู่ที่เวลาประมาณเที่ยงคืนถึงราว ๆ ตี 1 ครึ่ง ซึ่งช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ร่างกายได้พักผ่อนมากที่สุด และสามารถหลั่งสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้มากมาย หากหลับไม่สนิทอาจเกิดอาการเพลียสะสมได้ ดังนั้น ควรพักผ่อนให้เป็นเวลา สุขภาพจะได้ห่างไกลโรคภัย
10. มองโลกในแง่บวก
การมองโลกในแง่บวกช่วยให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น ดังนั้น ลองฝึกด้วยการศึกษาธรรมะ จะช่วยให้เราเข้าใจชีวิต มีเมตตา ลดการทำบาป ลดความเครียด ทำให้การดำเนินชีวิตปกติสุข ชีวิตการทำงานดีขึ้น หรือบางทีก็อาจหาเวลาไปปฏิบัติธรรม ฝึกสมาธิ ให้เหมาะกับความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีสติในการทำงานตลอดจนดำรงชีวิต ใจเย็น ค่อยคิดค่อยทำ มีสมาธิในการทำงาน มีสติสัมปชัญญะในการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบคอบ
บทความแนะนำ
สรุป
เป็นอย่างไรกับวิธีสร้าง Work Life Balance ปรับสมดุลชีวิตการทำงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่า คุณก็สามารถประสบความสำเร็จในการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวได้อย่างสมดุล ดังนั้น ทำทั้งสองด้านให้มีความสมดุล เพื่อลดความเครียดในการทำงาน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการหมดไฟ รู้สึกอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมด้วย เพราะความสำเร็จระยะยาวที่แท้จริงชีวิตของคุณต้องมีความสุขไปพร้อม ๆ กับการมีเงิน และสุขภาพที่ดี
แชร์บทความ



