Digital Skill ที่คนออฟฟิศต้องรู้ ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!

Digital Skill ที่คนออฟฟิศต้องรู้ ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง! การทำงานรูปแบบเดิมเหมือนสมัย 5-10 ปีก่อนอาจไม่เพียงพอในยุคปัจจุบัน เนื่องจากโลกของการทำงานกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล คนที่ไม่อัปเดตตัวเอง มีแนวโน้มสูงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากคุณไม่อยากเป็นคนนั้น มารู้จักกับ “Digital Skills” หรือ “ทักษะดิจิทัล” ที่คนออฟฟิศควรรู้ และควรเร่งเรียนรู้เพื่อไม่ให้ตกยุค พร้อมแนวทางการฝึกฝนอย่างเป็นรูปธรรม เหมาะสำหรับมือใหม่และคนทำงานที่ต้องการอัปเกรดตัวเอง
สารบัญ
-
Digital Literacy รู้รอบ เข้าใจพื้นฐานดิจิทัล
-
การใช้เครื่องมือออนไลน์ (Online Tools)
-
ทักษะ Data Literacy อ่านและใช้ข้อมูลเป็น
-
ทักษะ Collaboration Tools เครื่องมือการทำงานร่วมกัน
-
ทักษะ Presentation และ Storytelling
-
ทักษะด้าน Cybersecurity พื้นฐาน
-
สรุป
Digital Skill หรือ ทักษะดิจิทัล เป็นหนึ่งในความสามารถการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อทำงาน ติดต่อสื่อสาร สร้างสรรค์ หรือจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวันและการทำงาน โดยเริ่มต้นเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้
Digital Literacy รู้รอบ เข้าใจพื้นฐานดิจิทัล
ก่อนจะเรียนรู้เทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งที่ต้องมีอันดับแรกคือ Digital Literacy หรือการรู้เท่าทันดิจิทัล ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเข้าใจและใช้งานเทคโนโลยีอย่างถูกต้อง โดยต้องมีทักษะสำคัญดังนี้
⭐ รู้จักแพลตฟอร์มพื้นฐาน เช่น Gmail, Google Drive, Zoom, Microsoft Office
⭐ แยกแยะข่าวจริง-ข่าวปลอมให้ออก (Digital Awareness)
⭐ เข้าใจความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นพื้นฐาน เช่น รู้จัก Phishing, รหัสผ่านที่แข็งแรง
การใช้เครื่องมือออนไลน์ (Online Tools)
เครื่องมือออนไลน์ หรือแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การทำงานของคุณสามารถใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือออนไลน์มักช่วยให้บริษัทมีกระบวนการทำงานที่สะดวก รวดเร็ว และทันเหตุการณ์ ลดเวลาการทำงานของพนักงานได้ ไม่ว่าจะเป็น
⭐ Google Workspace & Microsoft 365
ควรเรียนรู้การใช้งานให้คล่อง ไม่ใช่แค่เปิดไฟล์ดู แต่ต้องใช้ร่วมกับทีมได้ด้วย เช่น
🔸 Google Docs : ทำเอกสารร่วมกันแบบเรียลไทม์
🔸 Google Sheets : ใช้ฟังก์ชันพื้นฐาน เช่น VLOOKUP, Pivot Table
🔸 Microsoft Teams : ใช้ประชุม, แชร์ไฟล์, จัดการงาน
🔸 OneDrive, SharePoint : ใช้จัดการไฟล์บน Cloud
⭐ Zoom / Google Meet
การประชุมออนไลน์กลายเป็นหนึ่งในกระบวนการทำงานที่ทุกบริษัทนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความสะดวกรวดเร็วในการพูดคุยกัน แม้จะทำงานต่างสถานที่ก็สามารถประชุมหารือร่วมกันได้
🔸 Zoom: โปรแกรมที่ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์หลากหลาย เช่น การแชร์หน้าจอ, การบันทึกการประชุม และการส่งข้อความ
🔸 Microsoft Teams: เป็นส่วนหนึ่งของ Microsoft 365 และมีฟีเจอร์การทำงานร่วมกันที่แข็งแกร่ง เช่น การแชร์ไฟล์, การแชท และการทำงานร่วมกัน
🔸 Google Meet: แพลตฟอร์มที่ง่ายต่อการใช้งาน และเป็นส่วนหนึ่งของ Google Workspace เหมาะสำหรับการประชุมแบบ 1:1 หรือกลุ่มเล็ก
🔸 Skype: โปรแกรมที่เน้นการสื่อสารแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือกลุ่มเล็ก ๆ และมีฟีเจอร์การโทรเสียง, โทรวิดีโอ และการส่งข้อความ
ทักษะ Data Literacy อ่านและใช้ข้อมูลเป็น
การพูดก่อนหรือพูดให้ดังที่สุดไม่ใช่หนทางเอาชนะ แต่คนที่มีข้อมูลและวิเคราะห์ได้แม่นยำที่สุดคือผู้ชนะต่างหาก ทั้งนี้ ทักษะที่ควรรู้มีดังนี้
🔸 การใช้ Excel/Google Sheets ขั้นสูง เช่น ฟังก์ชัน IF, INDEX-MATCH, Conditional Formatting
🔸 การทำ Dashboard ง่าย ๆ ด้วย Google Data Studio หรือ Power BI
🔸 เข้าใจพื้นฐานของ Data Visualization (การสื่อสารด้วยกราฟ)
🔸 วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น เช่น หาเทรนด์, เปรียบเทียบช่วงเวลา
โดยเริ่มจากข้อมูลของทีม เช่น ข้อมูลยอดขาย, รายงาน KPI แล้วลองนำมาทำกราฟให้เข้าใจง่ายขึ้น
ทักษะ Collaboration Tools เครื่องมือการทำงานร่วมกัน
การทำงานโดยส่งอีเมลวนไปวนมาเป็นเรื่องล้าสมัยเสียแล้ว การใช้ Collaboration Tools ช่วยให้ทีมทำงานไวขึ้น และลดความผิดพลาด
🔸 Trello / Asana / ClickUp : ใช้จัดการโปรเจกต์และงาน
🔸 Slack / Microsoft Teams / Discord (สำหรับบางอุตสาหกรรม) : ใช้แชทแบบแยกช่อง ช่วยให้ทีมสื่อสารกันได้ดี
🔸 Notion : จัดการความรู้ / เขียนคู่มือภายในทีม / วางแผนงาน
ทักษะ Presentation และ Storytelling
ทักษะ presentation (การนำเสนอ) คือความสามารถในการถ่ายทอดข้อมูลและแนวคิดอย่างชัดเจนและมีประสิทธิภาพให้กับผู้ฟัง ส่วนทักษะ storytelling (การเล่าเรื่อง) คือการใช้เรื่องราวเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ความสนใจ และการเชื่อมโยงทางอารมณ์กับผู้ฟัง หากคุณเป็นคนที่พูดไม่เข้าใจ สิ่งที่ต้องพัฒนามีดังนี้
🔸 ใช้ PowerPoint / Google Slides ให้คล่อง
🔸 จัดโครงสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ
🔸 ใส่กราฟิก หรือ Infographic ที่ช่วยสื่อสาร
🔸 ใช้ภาพแทนข้อความ (Visual-first Thinking)
🔸 รู้จักใช้ AI ช่วยออกแบบ เช่น Canva, Gamma App
ทักษะด้าน Cybersecurity พื้นฐาน
พื้นฐานสำคัญที่กลุ่มทำงานทุกคนควรรู้ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่าย, การจัดการความเสี่ยง, ทักษะการแก้ปัญหา, การคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์, ความรู้ด้านการเข้ารหัส, ทักษะการสื่อสาร, ความรู้ด้าน Computer Forensics, และความเข้าใจในภัยคุกคามทางไซเบอร์
🔸 อย่าคลิกลิงก์ที่ไม่น่าไว้ใจ
🔸 ใช้รหัสผ่านที่รัดกุม และเปิด 2-Factor Authentication
🔸 แยกบัญชีส่วนตัวและบัญชีงาน
🔸 อัปเดตซอฟต์แวร์ และโปรแกรมให้ทันสมัยเสมอ
ฉะนั้น Digital Skill สามารถเรียนรู้ออนไลน์อย่างต่อเนื่องได้ด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มความรู้ และขีดความสามารถ ซึ่งเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนเร็วมาก การที่คุณ “เรียนรู้ได้เอง” คือสิ่งที่จะป้องกันไม่ให้คุณถูกทิ้งไว้ข้างหลัง วิธีการฝึกฝนง่าย ๆ มีดังต่อไปนี้
🔸 ลงคอร์สเรียนฟรี หรือเข้าสัมมนาที่น่าสนใจ
🔸 ดู YouTube เช่น ช่อง How to, Productivity, Tech
🔸 อ่านบทความเทคโนโลยี เช่น Techsauce, The Standard
🔸 เข้ากลุ่ม Facebook หรือ Discord ที่เกี่ยวกับสายงานของคุณ
บทความแนะนำ
สรุป
แม้คุณจะมีทักษะครบ มีความเก่งพอตัว แต่หากยังคิดแบบเดิม เช่น ฉันมีความรู้มากพอแล้ว, ไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรใหม่ หรือแก่เกินไปที่จะเรียนรู้ เป็นต้น อาจทำให้ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังได้ ดังนั้น คนที่มี Digital Skill ที่ดีต้องเปิดใจลองสิ่งใหม่ แม้จะยังไม่ถนัด กล้าถามและเรียนรู้ ยืดหยุ่นกับการเปลี่ยนแปลง และมองว่าเทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่มาแย่งงานเรา เพราะเทคโนโลยีไม่สามารถทำงานแทนได้ 100% ต้องมีมนุษย์คอยควบคุม และทำตามคำสั่งของผู้สั่งการ
ถึงอย่างไรก็ตาม Digital Skill หรือทักษะดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของคนทำงานยุคใหม่ เพราะโลกการทำงานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เมื่อมีเทคโนโลยี Ai เข้ามาอำนวยความสะดวกกลุ่มคนทำงานมากขึ้น หากคุณอยากอยู่รอด ต้องพร้อมปรับตัวตลอดเวลา
แชร์บทความ






