ข้ามไปยังเนื้อหาหลักข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
อาชีพ

วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้

JK
JobKub Editorial Team
20 มกราคม 2567
7 นาที|2 เข้าชม
วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้

วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้ พนักงานประจำมีเงินเดือนที่มั่นคง แต่หลายคนไม่สามารถบริหารเงินเดือนนั้นให้เหลือเก็บได้ โดยเฉพาะการออมเงิน รวมไปถึงวางแผนชีวิตในวัยเกษียณ ดังนั้น JOBKUB จึงมีเทคนิคช่วยวางแผนอนาคตหลังเกษียณให้เป็นไปอย่างราบรื่น มีความสุขในบั้นปลายชีวิตแบบสบาย ๆ ไม่เดือดร้อนมาแนะนำ!!

สารบัญ

 

1.กำหนดช่วงอายุที่ต้องการเกษียณ

วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้

สิ่งแรกต้องทราบว่า คุณต้องการเกษียณหรือเลิกทำงานประจำตอนช่วงอายุเท่าไหร่ เพราะจะได้รู้ระยะเวลาที่แน่นอนในการเตรียมเงินออมเผื่อการใช้จ่ายไว้ และเงินได้ที่แน่นอนของพนักงานประจำก็คือ “เงินจากประกันสังคม” โดยข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกองทุนประกันสังคมที่พนักงานประจำจะได้เงินเกษียณนั้นอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ มีรายละเอียดดังนี้

เงินชราภาพ ประกันสังคม

เงินชราภาพประกันสังคม คือ เงินยามเกษียณของพนักงานประจำ ผู้ประกันตนในกองทุนประกันสังคม โดยสะสมจากการทำงาน นั่นก็คือ เงินที่เราถูกหักค่าประกันสังคมในทุก ๆ เดือนเป็นจำนวน 5% ของเงินเดือน (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) ตั้งแต่ 250 – 750 บาท โดยใน 5% นี้จะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ

  1. สมทบกองทุนดูแลเรื่องเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ / ทุพพลภาพ / คลอดบุตร และเสียชีวิต จำนวน 1.5% หรือ 225 บาท ถึงแม้ไม่ใช้สิทธิก็ไม่ได้รับเงินคืน
  2. เงินออมกรณีสงเคราะห์บุตร / ชราภาพ จำนวน 3 % หรือ 450 บาท จะได้คืนเมื่ออายุครบ 55 ปี
  3. ใช้ประกันการว่างงาน จำนวน 0.5 % หรือ 75 บาท ถ้าว่างงานเมื่อไหร่ สามารถใช้สิทธิ์เพื่อเป็นรายได้ระหว่างตกงานหรือกำลังหางานใหม่ หากไม่ใช้สิทธิ์ก็จะไม่ได้รับเงินคืน

กรณีหักจ่ายประกันสังคม 750 บาทต่อเดือน เงินจำนวน 450 บาท จะถูกหักเข้าไปเป็นเงินออมชราภาพทันที เสมือนกองทุนประกันสังคม ช่วยทำหน้าที่เก็บออมเงินให้เรา

 

2.เงินที่ต้องการหลังเกษียณอยู่ที่เท่าไหร่

วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้

พนักงานประจำทั้งหลาย คงประเมินไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายในอนาคตจะอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เนื่องด้วยค่าใช้จ่ายที่อาจมีการเปลี่ยนไปตามยุคสมัย รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจที่ทำให้เงินเฟ้อขึ้นเรื่อย ๆ แต่อย่างน้อย ก็ควรคิดจำนวนเงินที่ต้องการใช้ต่อเดือนไว้คร่าว ๆ บวกกับอัตราเงินเฟ้อเข้าไปให้เสร็จสรรพ จะได้เริ่มทำการออมเงินได้ทันที

 

3.ประเมินค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ

วางแผนเกษียณ ที่พนักงานประจำทุกคนควรรู้

อย่างที่กล่างไปในข้อที่ 2 เราไม่อาจประเมินค่าใช้จ่ายต่อเดือนในอนาคตได้ชัดเจนว่าควรอยู่ที่เท่าไหร่ แต่สามารถคำนวณคร่าว ๆ ให้ครอบคลุมได้ โดยใช้ฐานค่าใช้จ่ายในปัจจุบันเป็นที่ตั้ง และคิดดูว่าทุกวันนี้ใช้เงินหมดไปกับอะไร ด้วยการจดรายรับ-รายจ่ายทุกอย่างให้ครบถ้วน จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้น

ตัวอย่างเช่น : เงินที่ต้องการใช้จ่ายต่อเดือน (20,000) x จำนวนเดือน (12) = 240,000 บาท

เงินฉุกเฉินนอกจากประกันสุขภาพ หรือประกันชีวิตต่อเดือนประมาณ (10,000) x จำนวนเดือน (12) = 120,000 บาท

  • 240,000+120,000 = *360,000* บาท
  • X จำนวนปีที่ต้องใช้เงินหลังเกษียณ 17 ปี = *6,120,000* บาท

เพราะฉะนั้นแล้ว จะได้ตัวเลขโดยเฉลี่ยที่จำเป็นต้องใช้หลังเกษียณ หรือบางคนสามารถวางแผนปั่นปลายชีวิตสร้างอาชีพเล็ก ๆ ร่วมด้วยก็ได้ เพื่อให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

 

4.เริ่มออมเงินให้เร็ว

เริ่มออมเงินให้เร็ว

การเริ่มออมเงินให้เร็วจะช่วยลดภาระมากมายที่ต้องแบกรับ แต่ถ้าหากใครที่รู้ตัวช้าไป สามารถเริ่มต้นได้จากการคำนวณระยะเวลาที่เหลือก่อนเกษียณตัวเอง เพื่อให้เป้าหมายการออมเงินประสบความสำเร็จได้รวดเร็ว

ตัวย่างเช่น : ต้องการเกษียณตอนช่วงอายุ 45 ปี ซึ่งปัจจุบันอายุ 30 ปี ซึ่งจะเหลือเวลา 15 ปีในการเก็บออมเงิน ดังนั้น ถ้าหากต้องการเก็บเงินให้ได้ *6,120,000* บาท เพื่อใช้หลังจากเกษียณ 17 ปี

  • 6,120,000/จำนวนปีที่เหลือเวลาออมเงิน (15) = 408,000 บาท/ปี

ดังนั้นใน 1 ปี คุณต้องเก็บเงินให้ได้ 408,000 บาท และหารด้วย 12 เดือน = 34,000 บาท

นั่งหมายความว่า ใน 1 เดือนต้องสามารถเก็บเงินให้ได้ 34,000 บาท แต่ถ้าเกิดคำถามต่อว่า เงินเดือนเพียงแค่ 15,000 บาทจะทำอย่างไรให้สามารถเก็บเงินได้ 34,000 บาท เพราะเงินเดือน ณ ปัจจุบันไม่สามารถเก็บออมได้ ฉะนั้นเรามาดูต่อว่า วิธีการอัพเงินเดือน 15,000 บาท ให้มีเงินเก็บ 34,000 บาท/เดือนนั้นควรทำอย่างไร!!

 

เทคนิคการออมเงินให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

1.ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

ออมเงินอย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยสำคัญของการวางแผนเกษียณสำหรับพนักงานประจำ ก็คือนิสัยแห่งการออม เพราะวินัยคือสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้การเก็บออมเงินนั้นถึงเป้าหมาย อย่างน้อยควรออมเงิน 20% ของรายได้ทั้งหมด

 

2.หยุดสร้างหนี้เพิ่ม

หยุดสร้างหนี้เพิ่ม

สำหรับคนที่มีหนี้บัตรเครดิต หรือกู้ยืมมาให้พยายามปิดหนี้ให้เร็วที่สุด และห้ามชำระล่าช้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสียดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น

 

3.สร้างอาชีพเสริม

สร้างอาชีพเสริม

เชื่อว่า ทุกคนต่างมีความสามารถพิเศษ หรือทักษะที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เพิ่มเติมได้ ซึ่งนอกจากทำงานประจำแล้ว ให้คุณนำความสามารถพิเศษนั้นมาใช้งาน เช่น มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ให้รับแปลภาษา, มีทักษะการโน้มน้าว ชื่นชอบการขายสินค้า ให้ลองเป็นแม่ค้าออนไลน์ หรือทำธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ , หรือมีทักษะในการออกแบบ สร้างงานกราฟิก ให้รับจ๊อบเสริมเพื่อหารายได้ เป็นต้น ในปัจจุบันมีสื่อออนไลน์เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้การสร้างอาชีพมีความหลากหลายเช่นเดียวกัน

 

4.เงินชราภาพ ประกันสังคม

เงินชราภาพ ประกันสังคม

พนักงานประจำมีประกันสังคมที่ต้องจ่ายทุกเดือน ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการได้รับสิทธิกรณีชราภาพโดยผู้ที่ได้รับแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 ผู้ประกันตนทั้ง 3 มาตรา (ม.33, ม.39, ม.40)

– ผู้ประกันตน มาตรา 33 และมาตรา 39 ต้องมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน

– ผู้ประกันตน มาตรา 40 ต้องมีอายุมีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ และแจ้งสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน หรือเมื่อเป็นผู้ทุพพลภาพ

กลุ่มที่ 2 ทายาทของผู้ประกันตนที่เสียชีวิต

– ลูก หรือ ลูกบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย

– สามี-ภรรยา ที่ถูกต้องตามกฎหมาย

– บิดา-มารดา ที่มีชีวิตอยู่

ทั้งนี้ ทางกองทุนประกันสังคมจะประเมินว่า คุณใช้ระยะเวลาส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมนานเท่าไหร่ และเหมาะจะได้รับเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ หรือเงินบำนาญชราภาพ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การตัดสินของประกันสังคม

 

วิธีคำนวณเงินชราภาพ ประกันสังคม

วิธีคำนวณเงินชราภาพ ประกันสังคม

เงินชราภาพแบบบำนาญของประกันสังคมล่าสุด คือ เงินที่กองทุนประกันสังคมจ่ายให้ผู้ประกันตนเป็นรายเดือนตลอดชีวิต โดยมีวิธีคำนวณจำนวนเงินที่จะจ่ายแต่ละเดือน แบ่งเป็น 2 กรณี

กรณีที่ 1 จ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนหรือ 15 ปี

ผู้ประกันตนจะได้รับเงินรายเดือน เท่ากับ 20% ของรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน โดยใช้ฐานรายได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และฐานรายได้ต่ำสุด 1,650 บาท หรือง่าย ๆ คือ ได้รับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย

  • สูตรการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกรณีจ่ายครบ 180 เดือน
  • เงินบำนาญชราภาพกรณีจ่ายครบ 180 เดือน = (20x อัตราค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย) / 100

กรณีที่ 2 จ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือนหรือเกิน 15 ปี

กรณีนี้ นอกจากผู้ประกันตนจะได้รับเงินเดือนเท่ากับ 20% ของรายได้เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน ยังได้บวกเพิ่มอีก 1.5% ของระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก ๆ 12 เดือน (ไม่ครบ 12 เดือนปัดจำนวนเดือนที่เกินทิ้ง ไม่นับปีเพิ่ม)

โดยใช้ฐานรายได้สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และฐานรายได้ต่ำสุด 1,650 บาทเช่นเดียวกัน หรือได้รับ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย + 1.5% ทุก ๆ 1 ปีที่เกิน 60 เดือนแรก

  • สูตรการคำนวณเงินบำนาญชราภาพกรณีจ่ายเกิน 180 เดือน
  • เงินบำนาญชราภาพกรณีจ่ายเกิน 180 เดือน = / 100

 

5.ทำประกันสะสมทรัพย์

ทำประกันสะสมทรัพย์

ประกันสะสมทรัพย์ เป็นรูปแบบการเก็บออมเงิน ที่ช่วยสร้างวินัยในการออมที่ดีให้แก่คุณได้ ในรูปแบบการชำระเบี้ยประกันเป็นงวด ๆ เช่น รายเดือน ราย 3 เดือน 6 เดือน หรือรายปี เป็นระยะเวลาติดต่อกัน เมื่อครบตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ คุณจะมีเงินก้อนไว้ใช้ยามเกษียณ ซึ่งคุณต้องศึกษาประกันสะสมทรัพย์แต่ละบริษัทให้ดี และเลือกประกันที่คุ้มค่าให้แก่ตัวเอง

บทความแนะนำ

สรุป

พนักงานประจำเงินเดือน 15,000 บาท ก็มีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณได้ เพียงแค่วางแผนการใช้ชีวิตและออมเงินให้ติดเป็นนิสัย ถ้าในอนาคตมีโอกาสขยับขยายหน้าที่การงานมากขึ้น มีการทำธุรกิจ หรือนำเงินไปลงทุนต่อยอดที่ได้รับผลตอบแทนมากกว่าการเก็บออม การบรรลุเป้าหมายในการเกษียณตัวเองก็จะเร็วมากขึ้น ส่วนใครที่กำลังหางาน สมัครงานช่วงนี้สามารถเลือกใช้บริการเว็บไซต์ JOBKUB ได้ เพราะเราพร้อมเป็นสื่อกลางในการหางานให้แก่ทุกคน เพื่อให้เจองานที่ใช่ ได้งานที่ชอบตามที่คาดหวัง

ส่วนพนักงานประจำท่านไหนต้องการอุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์ไอทีและเทคโนโลยีประเภทต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่เว็บไซต์ uniquebig.com เพราะที่นี่เป็นแหล่งรวมอุปกรณ์สำนักงานแบบครบครัน พร้อมทั้งยังเป็นตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์ดังทั่วโลก และสินค้าทุกรายการจำหน่ายในราคาย่อมเยา ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากเลยทีเดียว

JOBKUB

แชร์บทความ

ความคิดเห็น

0

ความคิดเห็นจะแสดงหลังได้รับการอนุมัติ

กำลังโหลดความคิดเห็น...