เรื่องที่ควรรู้ก่อนสมัครงานราชการ

เรื่องที่ควรรู้ก่อนสมัครงานราชการ ในปัจจุบันมีอาชีพเกิดใหม่อยู่มากมายตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไปค่านิยมและความคิดก็เปลี่ยนตามทำให้เด็กจบใหม่มีอาชีพให้เลือกหลากหลายมากขึ้น แต่อาชีพที่ถือว่ายังได้รับความนิยมและหลายคนเลือกนั้นก็คืออาชีพ รับราชการ คงมีหลายคนที่กำลังหางานราชการหรือกำลังวางแผมสมัครงานราชการ แต่ก่อนที่จะสมัครงานราชการการควรรู้ว่าหน้าที่ของงานราชการมีอะไรบ้าง ในการสมัครงานราชการต้องเตรียมตัวยังไงถึงจะสามารถบรรจุเป็นข้าราชการได้ วันนี้ JOBKUB จะมาตอบข้อสงสัยทั้งหมดว่าก่อนจะหางานราชการหรือสมัครงานราชการควรเตรียมตัวอย่างไร ต้องมีคุณสมบัติอะไรบ้างถึงจะบรรจุเป็นข้าราชการได้
สารบัญ
หน้าที่ของงานราชการ
ในการสมัครงานราชการควรทำความเข้าใจหน้าที่ของอาชีพข้าราชการก่อนว่ามีหน้าที่อะไรบ้าง โดย หน้าที่ของข้าราชการ คือ คนที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่ในกระทรวงหรือกรมต่างๆที่ขึ้นตรงหน่วยงานภาพรัฐและรับเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีที่ทางรัฐบาลเก็บมาจากประชาชน อาชีพข้าราชการเป็นอาชีพที่ต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ สำหรับใครที่สนใจจะสมัครงานราชการสามารถทำได้ 2 วิธี คือ
1.การคัดเลือก
เป็นการเข้ารับราชการโดยที่ไม่ต้องสอบ เช่น การสมัครสอบโดยใช้วุฒิการศึกษาหรือผู้ที่ได้รับทุนจากรัฐบาล เป็นต้น โดยที่หน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วยมีเกณฑ์ในการเลือกแตกต่างกันออกไปตามประเภทของหน่วยงานราชการ ราชการสามารถแบ่งออกเป็นได้ 16 ประเภท ดังนี้
-
- ข้าราชการพลเรือน
- ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
- ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
- ข้าราชการทหาร
- ข้าราชการตำรวจ
- ข้าราชการฝ่ายตุลาการ
- ข้าราชการฝ่ายอัยการ
- ข้าราชการรัฐสภา
- ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง
- ข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
- ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
- ข้าราชการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
- ข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานคร
- ข้าราชการส่วนท้องถิ่น
- ข้าราชการการเมือง
- พนักงานของรัฐประเภทอื่น ๆ
2.การสอบ
ถือเป็นอีกวิธีที่หลายคนเลือกใช้การสอบสำหรับราชการเรียกว่าการสอบ ก.พ เป็นการสอบของสำนักงานข้าราชการพลเรือน (OCSC) ที่คัดเลือกบุคคลเข้ามาปฏิบัติงานในหน่วยงานราชการให้ตรงตามกับคุณสมบัติที่ทางสำนักงานข้าราชการพลเรือนกำหนด
จะเป็นรับราชการต้องสอบอะไรบ้าง
คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมหางานราชการหรือยื่นสมัครงานราชการมากขึ้นเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ในการจะยื่นใบสมัครงานราชการจะต้องผ่านการสอบเพื่อเข้ารับราชการ การสอบราชการนั้นมีอยู่ 3 ระดับ คือการสอบ ภาค ก, ภาค ข และ ภาค ค
การสอบภาค ก
เป็นการสอบวัดความรู้ความสามารถทั่วไปเป็นการสอบด่านแรกสำหรับการสอบเข้ารับราชการ การสอบภาค ก. จะจัดสอบโดยสำนักคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน รายวิชาที่สอบมีวิชาความสามารถทั่วไป วิชาภาษาอังกฤษ วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี หลังจากสอบผ่านสามารถนำใบยื่นสมัครงานราชการได้ตลอดชีวิต
การสอบภาค ข
เป็นการสอบภาคความสามารถเฉพาะตำแหน่งในการสอบภาค ข ต้องสอบผ่านภาค ก ปกติแล้ว การเปิดสอบภาค ข จะเปิดโดยหน่วยงานราชการที่ต้องการรับสมัครบุคคลบรรจุเข้ารับราชการ หลักสูตรแนวข้อสอบจะเป็นเฉพาะด้านของตำแหน่งที่เปิดรับและผู้สมัครต้องวุฒิการศึกษาตรงตามประกาศรับสมัครงานราชการ
การสอบภาค ค.
เป็นการสอบความเหมาะสมกับตำแหน่งหรือไม่เป็นการสอบสัมภาษณ์ หลังจากสอบผ่านภาค ข หน่วยงานจัดสอบภาค ข จะเป็นผู้เปิดสอบเป็นการสอบเพื่อดูไหวพริบ ปฏิภาณ บุคลิกภาพโดยรวม ว่าเหมาะกับตำแหน่ง หลังจากสอบผ่านภาค ค .ก็จะทำการขึ้นบัญชีเพื่อรอรับการบรรจุโดยส่วนใหญ่จะสอบผ่าน
สวัสดิการที่จะได้สำหรับราชการ
สวัสดิการข้าราชการ คือ ค่าตอบแทนที่ทางราชการจัดให้แก่ราชการในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์กรและเป็นขวัญกำลังใจของข้าราชการในการทำงาน สวัสดิการข้าราชการสามารถแบ่งออกได้ 2ประเภทคือ แบบที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน ได้แก่ สิทธิการลา สิทธิค่ารักษาพยาบาล สิทธิค่าเล่าเรียนบุตร สวัสดิการบำเหน็จบำนาญ เงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ เงินกองทุนบําเหน็จบํานาญ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ และสิทธิประโยชน์เกื้อกูล แต่เราจะมาพูดถึงสิทธิหลักๆที่เป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนอยากทำงานราชการ
1.สิทธิการลา
โดยทั่วไปสำนักงานหรือหน่วยงานเอกชนก็มีสิทธิลาได้อย่างลาป่วย ลากิจ และลาพักร้อน แต่สำหรับราชการสามารถแบ่งสิทธิการลาออกได้ 11 ประเภท ได้แก่ ลาป่วย ลาคลอดบุตร ลาไปช่วยภริยาที่คลอดบุตร ลากิจส่วนตัว ลาพักผ่อน ลาติดตามผู้สมรส ลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ ลาเข้ารับการตรวจเลือกและเตรียมพล ลาไปศึกษาฝึกอบรมปฏิบัติการวิจัย ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ และลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ
2.สิทธิค่ารักษาพยาบาล
ข้าราชการมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการสำหรับตนเอง บิดาและมารดา คู่สมรสรวมถึงบุตรของข้าราชการเอง โดยบุตรนั้นให้ได้ไม่เกิน 3 คนเรียงลำดับก่อน-หลังต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นผู้ไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถที่อยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของข้าราชการ (ไม่รวมบุตรบุญธรรมและบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น) สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาล ได้แก่ ค่ายา ค่าเลือด ค่าอวัยวะเทียม ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดโรค ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าตรวจ ค่าวิเคราะห์โรค ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพประจำปี
3.สิทธิค่าเล่าเรียนของบุตร
ข้าราชการมีสิทธิได้รับสวัสดิการค่าเล่าเรียนของบุตรตามกฎหมายอายุไม่เกิน 25 ปี ได้สูงสุด 3 คน นับเรียงตามลำดับการเกิดก่อน-หลัง สามารถเบิกได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงระดับปริญญาตรี
4.เงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ
ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงานในพื้นที่พิเศษ หากได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการนอกสำนักงานเกิน 15 วัน
5.เงินกองทุนบําเหน็จบํานาญ
ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการจะได้รับเงินที่เป็นหลักประกันชีวิตของข้าราชการในวัยเกษียณเมื่อออกจากงานราชการ สามารถเลือกได้ 2 แบบ คือเงินบำเหน็จ และเงินบำนาญ เงินบำเหน็จ คือ เงินตอบแทนที่ข้าราชการเกษียณจะได้ได้รับครั้งเดียว เป็นเงินก้อน โดยคิดจาก เงินเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี)
เงินบำนาญ คือ เงินตอบแทนที่ข้าราชการเกษียณจะได้รับเป็นรายเดือน โดยคิดจาก เงินเดินเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี) จากนั้นนำมาหารด้วย 50 ก็จะได้เงินที่ต้องได้รับทุกเดือนไปจนเสียชีวิต
6.เครื่องราชอิสริยาภรณ์
เครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานแก่ผู้กระทำความดีความชอบ เป็นประโยชน์แก่ราชการหรือสาธารณชน โดยทางรัฐบาลจะเป็นผู้พิจารณาเสนอ เป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติอย่างสูงแก่ผู้ที่ได้รับ
7.สิทธิประโยชน์เกื้อกูล
ค่าตอบแทนที่ทางราชการจัดให้กับข้าราชการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าเช่าบ้าน เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ รถราชการ และ โทรศัพท์ของทางราชการที่อนุมัติให้ใช้เป็นรายบุคคล
บทความแนะนำ
สรุป
การสมัครงานราชการควรตรวจสอบรายละเอียดให้ดีว่ามีคุณสมบัติตามที่ทางหน่วงานต้องการหรือไม่เพราะบางตำแหน่งนั้นไม่จำเป็นต้องสอบ ก.พ โดยจะเรียกว่า พนักงานราชการอัตราจ้างส่วนใหญ่จะเป็นการจ้างรายปี แต่สวัสดิการจะไม่เท่าข้าราชการที่บรรจุ ในการยื่นสมัครงานราชการควรทำการสอบ ก.พ ให้เรียบร้อยเพื่อที่จะได้มีโอกาสเข้ารับบรรจุข้าราชการ ในปัจจุบันมีหลายหน่วยราชการเปิดรับสมัครงานราชการสำหรับท่านใดที่สนใจหรือต้องการสมัครงานราชการก็อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมแล้วไปลุยกันได้เลย
แชร์บทความ



